“เรือลอยอังคาร” พาหนะสุดท้ายแห่งสัมปรายภพ

“เรือลอยอังคาร” พาหนะสุดท้ายแห่งสัมปรายภพ

หลายคนมองว่าความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นรมย์นัก เราจึงหวาดกลัวและวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายไม่ใช่น้อย แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญก็ตาม คนไทยมีความเชื่อเรื่องความตายตามหลักของพุทธศาสนาที่บอกไว้ว่า ความตายคือการดับสูญของขันธ์ 5 อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หลงเหลือไว้เพียงแค่เถ้าถ่าน หรือก็คืออังคารนั่นเอง การลอยอังคารโดยใช้บริการจากเรือลอยอังคารจึงเริ่มเกิดขึ้น และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ความเชื่อเรื่องการนั่งเรือกับความตายและการนั่งเรือลอยอังคารเพื่อส่งดวงวิญญาณสู่สัมปรายภพ

ชาวตะวันตกมีความเชื่อเรื่องของการนั่งเรือกับความตาย โดยมีสำนวนเก่าแก่ราว 400 ปีที่แล้วสำนวนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “to take the ferry” ในยุคกรีกโบราณเชื่อกันว่าเมื่อคนเราตายไปแล้วนั้น ดวงวิญญาณจะเดินทางไปสู่ยมโลก หรือโลกหลังความตาย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดินแดนของเทพเฮดิส ระหว่างนั้นดวงวิญญาณจะต้องข้ามแม่น้ำแอเครอนไปให้ได้ โดยการนั่งเรือข้ามฟากที่พายโดยแครอน และมีค่าโดยสารเป็นเงินปากผีที่ใส่ไว้ในศพผู้ตายนั่นเอง การนั่งเรือข้ามฟากจึงเป็นคำพูดแทนอ้อม ๆ ถึงความตาย หรือถ้าคนไหนที่ตายก็จะพูดกันว่าคนคนนั้นได้นั่งเรือข้ามฟากไปสู่ยมโลกแล้ว

เช่นเดียวกับชาวฮินดูที่เชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบด้วยธาตุหลักทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อร่างกายสูญสลาย ก็ควรได้กลับไปสู่สภาพเดิม โดยเชื่อกันว่าธาตุน้ำเป็นสิ่งสงบ เย็น และชุ่มชื่น อีกทั้งน้ำยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสรรพชีวิตบนโลก การที่ดวงวิญญาณของผู้ตายจะไปสู่สัมปรายภพได้นั้นจะต้องได้รับความสงบร่มเย็นดั่งสายน้ำ จึงมีการนั่งเรือลอยอังคารนำอัฐิและเถ้าถ่านไปลอยในแม่น้ำ หรือทะเล เพื่อให้ผู้ตายเดินทางไปสู่สัมปรายภพด้วยความฉ่ำเย็น

การนั่งเรือลอยอังคารและพิธีลอยอังคารที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน

ปัจจุบันผู้คนนิยมลอยอังคารกันมากขึ้น โดยนิยมปฏิบัติดังนี้

1.เริ่มต้นพิธีด้วยการบูชาแม่ย่านางเรือ โดยผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีจะลงเรือลอยอังคารแล้วนำดอกไม้สด ธูปเทียนในพานจุดบูชาแม่ย่านางเรือที่บริเวณหัวเรือ เพื่อกล่าวบูชาและขออนุญาตก่อนจะนำเถ้ากระดูกขึ้นเรือ และออกเรือไปยังจุดที่ต้องการ

2.บูชาเถ้ากระดูกที่นำมาลอย โดยเมื่อเรือลอยอังคารแล่นมาถึงจุดทำพิธี จะมีการเปิดภาชนะที่ใส่อังคาร สรงด้วยน้ำอบ แล้วโรยด้วยดอกไม้ เช่น มะลิ กลีบกุหลาบ และดอกไม้อื่น ๆ จากนั้นจะห่อเถ้ากระดูกด้วยผ้าขาว ผูกด้วยสายสิญจน์ และพวงมาลัย บรรดาญาติจะได้รับดอกกุหลาบคนละ 1 ดอก

3.บูชาเจ้าแม่นทีและท้าวสีทันดร พิธีนี้จะมีการจัดเตรียมเครื่องบูชาอันประกอบไปด้วยกระทงดอกไม้เจ็ดสี 1 กระทงธูป 7 ดอก เทียนหนัก 1 บาท 1 เล่ม พานโตกขนาดกลาง 1 ใบสำหรับวางกระทงดอกไม้เจ็ดสี โดยประธานจะเป็นผู้กล่าวบูชาและขอฝากเถ้ากระดูกไว้กับเจ้าแม่นทีและท้าวสีทันดร

4.เริ่มพิธีลอยอังคารโดยประธานจะโยนเหรียญลงทะเลเพื่อซื้อที่ตามความเชื่อ จากนั้นจะลอยกระทงดอกไม้เจ็ดสี และเถ้าอังคารบนผิวน้ำ โดยผู้ร่วมพิธีทุกคนจะถือสายสิญจน์ไว้ในมือ ก่อนจะตามมาด้วยดอกกุหลาบ ธูปเทียน และสิ่งของที่เหลืออื่น ๆ จากการบูชา จากนั้นเรือจะแล่นวนซ้าย 3 รอบ ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีการ

พิธีการลอยอังคารเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำในทุกครั้งเมื่อมีผู้เสียชีวิต บางครอบครัวอาจต้องการเก็บเถ้ากระดูกเอาไว้เพื่อบูชา แต่ถึงกระนั้นเรือลอยอังคารก็ถือเป็นพาหนะสุดท้ายที่ทำหน้าที่ส่งดวงวิญญาณของคนที่รักไปสู่สัมปรายภพ…บ้านอันแท้จริงของสรรพสิ่งทั้งปวง

ไขข้อสงสัยเหตุใดต้องนั่งเรือไปลอยอังคารที่แม่น้ำมาตั้งแต่โบราณ

ไขข้อสงสัยเหตุใดต้องนั่งเรือไปลอยอังคารที่แม่น้ำมาตั้งแต่โบราณ

คนไทยโบราณมีความเชื่อเรื่องของการลอยอังคารมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล สืบเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยได้รับคติความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู ที่เชื่อว่าร่างกายของคนเราคือการหลอมรวมกันของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ เมื่อสิ้นชีวิตไร้ร่างกายก็เปรียบเสมือนกับการได้หวนกลับคืนสู่ธรรมชาติ การนั่งเรือลอยอังคารเพื่อนำเถ้ากระดูกของผู้วายชนม์คืนสู่สายน้ำนั้นก็มีขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าคนคนนั้นจะได้เดินทางไปสู่สัมปรายภพด้วยความชุ่มฉ่ำเฉกเช่นความเย็น และความชุ่มชื้นของสายน้ำนั่นเอง

เหตุใดต้องนั่งเรือไปลอยอังคารที่แม่น้ำ

ตามคติความเชื่อของคนไทยโบราณเชื่อกันว่าการนั่งเรือลอยอังคารในแม่น้ำจะทำให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้นมีความร่มเย็นเป็นสุขเสมอเหมือนกับความชุ่มฉ่ำเย็นของสายน้ำ ความเชื่อนี้มาจากประเพณีของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในประเทศอินเดียที่มีการเผาศพ แล้วนำเถ้ากระดูก หรือที่เราเรียกว่า “อังคาร” ไปลอยในแม่น้ำคงคาที่ชาวอินเดียทุกคนเชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวงสวรรค์ การได้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำคงคาก็เปรียบได้ว่าคนคนนั้นได้เข้าถึงสรวงสวรรค์ การหมดบาป และการได้เกิดใหม่ในโลกหน้าที่ดีกว่าเดิม สำหรับในประเทศไทยนั้นประเพณีลอยอังคารเป็นการปฏิบัติของเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น และมีการปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนที่จะเริ่มนิยมปฏิบัติแพร่หลายกันมากขึ้นในหมู่พระญาติ ชนชั้นสูง ข้าราชการ พ่อค้า และคนทั่วไป

เหตุผลที่ต้องนั่งเรือลอยอังคารก็เพราะว่าเมื่อประเพณีการลอยอังคารเริ่มได้รับความนิยม และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมากขึ้น ผู้คนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำจำเป็นต้องใช้เรือเป็นพาหนะนำเถ้ากระดูกสู่สายน้ำ การเช่าเรือลอยอังคารจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการกระทำพิธีกรรมนี้นั่นเอง การใช้เรือลอยอังคารก็ต้องมีการจองกันล่วงหน้า เพราะไม่ใช่แค่มีเรือแล้วก็ลอยอังคารได้เลย แต่ต้องมีการทำพิธีการทางศาสนาก่อน ถึงจะทำการลอยอังคารได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องนั่งเรือลอยอังคาร

1.เตรียมพร้อมทางด้านร่างกาย ถ้าเป็นคนที่เมาเรือ ต้องรับประทานยาแก้เมาเรือมาก่อนขึ้นเรือ และพยายามไม่มองตามขณะที่เรือแล่น เพราะจะทำให้เกิดอาการวิงเวียน หรือตาลายได้

2.เตรียมพร้อมด้านพิธีการ การลอยอังคารมีขั้นตอนของพิธีหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นพิธีการไหว้แม่ย่านางเรือ พิธีขอขมาพระแม่คงคา พระแม่ธรณี พิธีเคารพอัฐิและอังคาร พิธีซื้อที่ให้ผู้วายชนม์กับพระแม่คงคา พิธีขออนุญาตนำอัฐิลอยอังคาร และพิธีลอยอังคาร ดังนั้น ก่อนจะขึ้นเรือจะต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องของพิธีการในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบพิธี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเรือลอยอังคารจะเป็นผู้เตรียมให้ ยกเว้นสิ่งต่อไปนี้ที่จะต้องเตรียมไปเอง ได้แก่ อัฐิที่ต้องการลอยห่อผ้าขาว และเหรียญประมาณ 50 เหรียญ หรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสม

3.ตรวจสอบเรือที่นำมาใช้ในพิธี โดยเรือที่ดีนั้นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพเรือให้ตรงตามมาตรฐานจากกรมเจ้าท่าทุกปี มีการทำประกันคุ้มครองแก่ผู้โดยสารทุกคน มีเสื้อชูชีพให้บริการ มีการดูแลด้านความสะอาด การฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง รวมไปถึงมีการซ่อมแซมปรับปรุงเรือให้ดูใหม่อยู่เสมอ

ความเชื่อเรื่องของการลอยอังคารจะยังคงอยู่คู่กับคนไทยไปอีกแสนนาน และการนั่งเรือลอยอังคารก็ถือเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติหลังเสร็จสิ้นการฌาปนกิจเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าดวงวิญญาณของผู้ที่รักนั้นจะถูกส่งไปยังสัมปรายภพด้วยความสุขที่แท้จริงนั่นเอง

ไขความจริงในพิธีลอยอังคาร เถ้ากระดูกคนตายเป็นมลพิษต่อน้ำหรือไม่

ไขความจริงในพิธีลอยอังคาร เถ้ากระดูกคนตายเป็นมลพิษต่อน้ำหรือไม่

ปัจจุบันเมื่อมีได้ทำการฌาปนกิจผู้ตายแล้ว หลายคนมักจะนิยมนำเถ้ากระดูกไปล่องเรือลอยอังคารแล้วลอยสู่แม่น้ำ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยดวงวิญญาณให้จากไปอย่างสงบสุข หมดห่วง ไปสู่สรวงสวรรค์และร่มเย็นดุจดั่งสายน้ำ และยังมีความเชื่อว่าชาติหน้ามีจริง เมื่อสิ่งสุดท้ายที่ได้กระทำก่อนปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติเป็นเช่นไร ก็จะทำให้เกิดใหม่เป็นไปตามสภาพนั้น อย่างการลอยอังคารสู่แม่น้ำ การเกิดใหม่ในโลกหน้าจะมีร่างกายที่สมบูรณ์ ชีวิตมีความสุข ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อ  ร้อนใจ

เถ้ากระดูกหรือ อัฐิ มีสารอันตรายหรือไม่

การล่องเรือลอยอังคารแล้วลอยอัฐิผู้ล่วงลับในแม่น้ำ ยังมีหลายคนที่เข้าใจผิดและมองว่าเถ้าถ่านของกระดูกนั้นมีสารอันตรายและอาจจะทำให้แม่น้ำนั้นไม่สะอาด แต่ความเป็นจริงแล้วเถ้ากระดูกไม่ได้มีสารปนเปื้อนที่อันตรายแต่อย่างใด แม้ในขณะที่ผู้ล่วงลับนั้นมีชีวิตอยู่ แล้วเคยมีโรคประจำตัว ต้องทานยาเป็นประจำ หรือเสพของมึนเมาบ่อยแค่ไหนก็ตาม

แต่เมื่อเสียชีวิตลง และร่างถูกเผาจนเหลือกระดูกแล้ว ก็เป็นเพียงเถ้าถ่านธรรมดาเท่านั้นที่เมื่อปล่อยทิ้งบนดินก็สลายกลายเป็นอากาศ ฝังลงในดินก็กลายเป็นปุ๋ย และต่อให้ลอยลงสู่แม่น้ำก็ถูกกลืนสลายหายไป

การ “ลอยอังคาร” ควรลอยในแม่น้ำใหญ่

จริงอยู่ที่ว่าเถ้าถ่านกระดูกผู้ตายไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตต่อผู้ใด แต่เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่อยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ต่างคนต่างความคิด หลายคนที่ใช้ชีวิตมีบ้านเรือนติดอยู่กับแม่น้ำ จะต้องมีการใช้น้ำอุปโภคและบริโภค การล่องเรือลอยอังคารอัฐิผู้ล่วงลับ จึงควรกระทำในสถานที่ที่เป็นแม่น้ำใหญ่ อยู่ห่างไกลชุมชน เป็นสายน้ำไหลผ่าน ไม่ใช่น้ำนิ่งจะดูเหมาะสมกว่า

และชาวบ้านหลายคนที่มีความเชื่อเรื่องผีสาง ก็มักจะถือเรื่องเถ้ากระดูกคนตายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่เป็นมงคลต่อการใช้ชีวิต หากจะต้องใช้น้ำที่มีคนมาลอยอังคารผู้ล่วงลับ อาจจะเกิดความไม่สบายใจ และทำให้สุขภาพจิตเสียได้

สรุปแล้วเถ้ากระดูกไม่ได้เป็นอันตรายและมีสารเคมีเจือปน เพราะไม่อย่างนั้นคงมีกฎหมายออกมาห้ามไม่ให้ทำพิธีกรรมลอยอังคารตั้งแต่แรกแล้ว แต่หากอยากส่งจิตสุดท้ายให้กับคนที่เรารักจริง ๆ ควรจะเลือกสถานที่ล่องเรือลอยอังคารที่ห่างไกลชุมชน และเป็นแม่น้ำใหญ่จะดีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสภาพจิตใจของชาวบ้านใกล้เคียงและเพื่อความสบายใจของญาติผู้ล่วงลับเองด้วย

ความเชื่อ “พิธีลอยอังคาร” ทำแล้วช่วยให้ดวงวิญญาณไปสู่ดินแดนอันสงบสุข

ความเชื่อ “พิธีลอยอังคาร” ทำแล้วช่วยให้ดวงวิญญาณไปสู่ดินแดนอันสงบสุข

แม้ไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่าคนที่ตายแล้วดวงวิญญาณจะไปอยู่ที่ไหน บ้างก็ว่าหากทำดีก็ได้ขึ้นสวรรค์ แต่หากทำชั่วก็จะตกนรกชดใช้กรรม แต่ไม่ว่าจะเมื่อยังมีชีวิตอยู่จะทำกรรมดีมามากน้อยแค่ไหน ญาติผู้ล่วงลับก็ประสงค์ที่จะทำพิธีกรรมอย่างเช่นการล่องเรือลอยอังคาร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่ในที่สงบ และเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี แม้จะอยู่ในภพใดก็ปรารถนาให้มีชีวิตใหม่ที่ดี จึงหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เรื่อย ๆ หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว

“คืนสู่สายน้ำ” เพื่อการเกิดใหม่ที่ร่มเย็น

ถ้าจะให้พูดถึง “น้ำ” ก็มีความหมายกับทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตบนโลกใบนี้ ทั้งร่างกายของคนเราที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบในร่างกายมากถึง 70% และน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของต้นไม้และพืชต่าง ๆ ให้เติบโต

“น้ำ” ยังหมายถึงความเย็นใจ เบาใจ ราบรื่น และในทางฮวงจุ้ยเอง สายน้ำก็มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง ดังนั้น การล่องเรือลอยอังคารโปรยเถ้ากระดูกผู้ล่วงลับลงสู่แม่น้ำ จึงผสานความเชื่อความคิดในแง่บวกหลายอย่าง นอกจากจะให้ดวงวิญญาณสงบสุข ร่มเย็นในภพหน้า ดับความทุกข์ร้อนหมดสิ้นแล้วในชาตินี้ หากได้เกิดใหม่อีกครั้ง จะอุดมพร้อมไปด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และไม่ขัดสน มีทรัพย์สินเงินทองใช้

การเก็บอัฐิผู้ตายไว้ในบ้านไม่เป็นมงคล

ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อว่าการเก็บของที่พัง แตกหัก หมดอายุ รวมไปถึงเถ้ากระดูกคนที่ตายแล้วไว้ในบ้าน จะทำให้เกิดเรื่องไม่ดีงามขึ้นในบ้านหลังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อน การทำอะไรติดขัด หรือการฝันร้ายบ่อย ๆ

ฝากดวงวิญญาณให้กับพระแม่คงคา

อีกหนึ่งความเชื่อที่สืบต่อกันมาคือ การล่องเรือลอยอังคารลอยอัฐิลงแม่น้ำ เป็นการฝากดวงวิญญาณผู้ล่วงลับให้พระแม่คงคา เทพผู้รักษาน้ำช่วยนำพาไปสู่สัมปรายภพ และเป็นการนำเถ้าถ่านของมนุษย์กลับคืนสู่ธรรมชาติตามความเชื่อของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู เนื่องจากว่ามนุษย์นั้นเกิดมาจากธรรมชาติและถูกสร้างมาจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การล่องเรือลอยอังคารนี้ ก็เปรียบเสมือนการละวาง ปล่อยวาง ไม่ยึดติดในรูปลักษณ์สังขารที่ยังหลงเหลืออยู่ เมื่อสิ้นลมหายใจแล้วร่างกายจึงสูญสลาย เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ไร้จิตวิญญาณเท่านั้น การระลึกถึงกันเก็บความทรงจำ และจดจำคุณงามความดีของผู้ที่ล่วงลับแล้วจึงเป็นเรื่องที่ดีของคนที่ยังอยู่มากกว่า

จุดเริ่มต้น “พิธีลอยอังคาร” แท้จริงแล้วมาจากศาสนาไหน

จุดเริ่มต้น “พิธีลอยอังคาร” แท้จริงแล้วมาจากศาสนาไหน

ในประเทศไทยมีผู้คนนับถือศาสนากันอย่างหลากหลาย อย่างเช่นศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ซึ่งในทางศาสนาพุทธเมื่อมีคนตายจะใช้วิธีการเผาศพ เมื่อเก็บเถ้ากระดูกแล้วบ้างก็เก็บไว้บูชาบรรพบุรุษไว้ที่บ้านเป็นที่ระลึก บ้างก็เก็บอัฐิไว้ในโกศที่สร้างเจดีย์ไว้ แต่ปัจจุบันเราจะเห็นผู้คนล่องเรือลอยอังคารโปรยเถ้ากระดูกผู้ล่วงลับลงในแม่น้ำกันมากขึ้น และหากจะให้ย้อนประวัติศาสตร์ไทย ก็ไม่ได้มีข้อมูลพบว่าการลอยอัฐินี้เป็นข้อบังคับให้ต้องทำหลังเผาศพผู้ตาย แล้วการลอยอังคารนี้เริ่มต้นมาจากไหนกันแน่

ทำไมต้องเรียกเถ้ากระดูกว่า “อังคาร”

คำว่า “อังคาร” สำหรับภาษาไทยนั้น หมายถึงวันอังคาร วันที่ 3 ของสัปดาห์ จึงทำให้คนไทยหลายคนงุนงงสับสนว่าทำไมเถ้ากระดูกถึงต้องเรียกว่า “อังคาร” แต่ความจริงแล้ว เถ้าที่เกิดจากการเผาศพแล้วกลายเป็นก้อนถ่านนั้น เป็นคำในภาษาบาลี-สันสกฤต ที่อ่านว่า องฺคาร (อัง-คา-ระ) มีความหมายว่า “ถ่าน” ที่หมายความรวมถึงถ่านที่ทั้งติดไฟและไม่ติดไฟ และเป็นความหมายเดียวกันกับเถ้ากระดูก คำว่า “อังคาร” จึงแปลว่า เถ้าถ่านที่เกิดจากกระดูกที่ถูกเผาหมดสิ้นแล้วนั่นเอง

ที่มาของการล่องเรือลอยอังคาร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน

ด้วยความที่วัฒนธรรมของคนไทยมักจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ผสมผสานมาจากศาสนาอื่นรวมอยู่ด้วย จึงมีข้อสันนิษฐานอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ที่มาของการล่องเรือลอยอังคารนี้ มาจากแนวความเชื่อของศาสนาฮินดู ประเทศอินเดีย ที่มีวัฒนธรรมการเผาศพผู้ตายบนเชิงตะกอน แล้วปล่อยให้ลอยบนแม่น้ำ เมื่อศพถูกเผาไหม้หมดแล้วเหลือแต่เถ้ากระดูกก็จะถูกกลืนลงในแม่น้ำโดยปริยาย เป็นทฤษฎีความเชื่อที่ว่าเป็นการล้างบาปให้กับดวงวิญญาณก่อนที่จะขึ้นสวรรค์

แต่อีกแนวความเชื่อหนึ่งก็คือ พิธีการล่องเรือลอยอังคารโปรยอัฐิผู้ล่วงลับนี้ มีมาตั้งแต่สมัยอดีตแล้ว โดยในสมัยก่อนพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนยังเป็นป่า ไม่มีเมรุ เมื่อมีการเผาศพทำให้เถ้ากระดูกนั้นกองอยู่บนพื้นขาวโพลนทั่วไปหมด จนกลายเป็นภาพที่ไม่น่ามอง และยังถูกเหยียบไปมาจากคนและสัตว์ จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้มีการเก็บเถ้ากระดูกไว้ โดยส่วนหนึ่งนำไปบูชาไว้ที่บ้านและอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ก็สร้างเจดีย์ไว้เก็บเถ้ากระดูก ส่วนชาวบ้านธรรมดาก็จะนำเถ้ากระดูกนั้นไปโปรยลงแม่น้ำ

หากมองภาพรวมแล้ว จุดเริ่มต้นของการล่องเรือลอยอังคารมีความเป็นไปได้ทั้งสองแนวคิด แต่ถ้าย้อนกลับมามองที่ปัจจุบันแล้ว การลอยอัฐิลงแม่น้ำ ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและคืนทรัพยากรให้กับธรรมชาติ แต่พิธีกรรมนี้ก็ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกันว่าจะปฏิบัติหรือไม่ เพราะบางคนก็อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างจากแหล่งแม่น้ำใหญ่ และต้องการจะเก็บอัฐิไว้บูชาเองที่บ้าน

5 สถานที่ลอยอังคาร ที่ผู้คนนิยมไปทำพิธีกันมากที่สุด

5 สถานที่ลอยอังคาร ที่ผู้คนนิยมไปทำพิธีกันมากที่สุด

ปัจจุบันการล่องเรือลอยอังคารทำพิธีโปรยเถ้ากระดูกนั้น เริ่มนิยมทำกันเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นไม่ใช่แค่ที่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร เพราะพิธีกรรมนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคนไทยในเรื่องโลกหลังความตาย การทำแบบนี้ก็เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิใหม่ ไปเกิดใหม่ในโลกที่สงบร่มเย็น รวมไปถึงความเชื่อที่ว่าโลกหน้าของผู้ตายจะเกิดเป็นคนที่มีรูปร่างสวยงาม รวยทรัพย์ จากสิ่งที่โปรยลงไปพร้อมเถ้ากระดูกนั้นด้วย เช่น ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ดอกไม้ที่มีความหมายถึงความร่ำรวย เป็นต้น

5 สถานที่ที่มีผู้นิยมไปทำพิธีล่องเรือลอยอังคารกันมากที่สุด

1.ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

เป็นหนึ่งสถานที่ที่มีผู้คนนิยมล่องเรือลอยอังคารกันมากที่สุด และมีการประกอบพิธีนี้กันมานานแล้ว ซึ่งเป็นท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้างใหญ่ ตามความเชื่อแล้วหากลอยอังคารกับแม่น้ำที่กว้างใหญ่ ภพหน้าของผู้ล่วงลับจะได้อยู่ในสถานที่ดี ถ้าได้เกิดเป็นคนอีกครั้งก็จะเป็นคนกว้างขวาง ร่ำรวย

2.หน้าวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา

สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน เพราะนอกจากผู้เข้าร่วมพิธีจะได้ร่วมทำบุญให้กับผู้ล่วงลับกับวัดนี้แล้ว จุดล่องเรือลอยอังคารแม่น้ำหน้าวัดยังเป็นจุดที่เรียกว่า “สะดือมังกร” หรือ “จุดมงคล” เพราะเป็นจุดที่มองเห็นองค์หลวงพ่อโสธรพอดี ถือว่าเป็นมงคลยิ่งนัก

3.ท่าน้ำวัดโกรกกราก จังหวัดสมุทรสาคร

วัดโกรกกรากนี้เป็นวัดเก่าแก่ และติดอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นที่สักการบูชาและถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง หากได้มาเยือนหรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่วัดแห่งนี้ หรือแม้แต่การลอยอังคารผู้ล่วงลับ ก็จะทำให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติ

4.สโมสรโรงเรียนนายเรือ ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ

สโมสรโรงเรียนนายเรือ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีล่องเรือลอยอังคารกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่ใช่จุดลอยหน้าวัด แต่ก็เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่ เดินทางสะดวก แม่น้ำใสสะอาดอีกด้วย

5.กองการฝึก กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ท่าเรือแหลมเทียน จังหวัดชลบุรี

หากต้องการลอยอังคารในจุดท่าเรือที่ใหญ่ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน และเงียบสงบ แนะนำสถานที่นี้เลย หลายคนนิยมไปสถานที่ที่เกี่ยวกับทหารนี้ เพราะมีความเชื่อว่าดวงวิญญาณผู้ล่วงลับจะเข้มแข็ง โลกภายหน้าจะมีชีวิตมั่นคง

ทั้ง 5 สถานที่ที่ได้แนะนำนี้ เป็นสถานที่ที่ได้ประกอบพิธีล่องเรือลอยอังคารในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 5 แห่งนี้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะไปทำพิธีที่ไหน สิ่งสำคัญคือ การตั้งจิตอธิษฐานขอขมาส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับด้วยใจจริง และพร้อมปล่อยวางอย่างหมดสิ้น

“พิธีลอยอังคาร” ส่งจิตสุดท้ายของคนที่เรารักสู่สัมปรายภพ

“พิธีลอยอังคาร” ส่งจิตสุดท้ายของคนที่เรารักสู่สัมปรายภพ

พิธีกรรมนี้เป็นความเชื่อที่เผยแพร่สืบต่อกันมานานแล้ว เหตุผลที่คนไทยหันมาส่งดวงวิญญาณด้วยการลอยอังคาร โดยอ้างอิงมาจากศาสนาฮินดูและผู้ที่นับถือศาสนานี้อาศัยอยู่ในประเทศไทย การล่องเรือลอยอังคารของผู้ตาย ตามทฤษฎีแนวความคิดคือ เชื่อว่าร่างกายของมนุษย์เรานั้นเกิดมาจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และเมื่อร่างกายสูญสลายไปจะต้องมีการชำระล้างบาปหรือสิ่งไม่ดีที่ได้เคยกระทำไว้ด้วยน้ำ ดังนั้นการโปรยเถ้ากระดูกลงน้ำ เป็นการชำระล้างสิ่งเก่า ๆ เพื่อเริ่มต้นใหม่ นั่นคือ การทำให้ดวงวิญญาณของผู้ตายนั้นไปเกิดใหม่หรือขึ้นสวรรค์

การลอยอังคาร ควรทำตอนไหนดีที่สุด

ถ้าเป็นเรื่องของการส่งจิตดวงวิญญาณด้วยใจ มนุษย์เราจะให้อธิษฐานให้แก่กันหรือปล่อยวางได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับพิธีกรรมการล่องเรือลอยอังคารนี้ แม้ไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน และสามารถเลือกเวลาหรือฤกษ์ยามที่สะดวกได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนจะนิยมประกอบพิธีกันในช่วงกลางวัน ประมาณเวลา 10.00 – 13.00 น. เพราะหลายท่านจะเลือกทำพิธีนี้หลังจากที่เก็บกระดูกผู้ตายในช่วงเช้าเสร็จแล้ว จึงเริ่มมาทำพิธีนี้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมและเสร็จพร้อมกันภายในวันเดียว

ทำไมถึงต้องไหว้แม่ย่านางและเจ้าแม่นที ท้าวสีทันดร

ตามธรรมเนียมของคนไทยที่สั่งสอนกันมา ไม่ว่าจะเข้าออกบ้านใคร หรือทำกิจธุระใดจะต้องมีการขออนุญาตก่อนทุกครั้ง การล่องเรือลอยอังคารทำพิธีส่งดวงวิญญาณคนตายด้วยก็เช่นกัน ตามความเชื่อของคนไทยจะเชื่อว่าเรือทุกลำจะเป็นแม่ย่านางคอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ฉะนั้นก่อนจะล่องเรือ จะต้องมีการขออนุญาตด้วยธูปเทียนดอกไม้ก่อนทุกครั้ง

ส่วนเจ้าแม่นที ท้าวสีทันดรนั้น เป็นชื่อเรียกแทนแม่น้ำใหญ่ ซึ่งแม่น้ำที่กว้างใหญ่นี้ย่อมต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกครองอยู่ การจะลอยหรือนำสิ่งต่าง ๆ ลงสู่แม่น้ำ จึงต้องมีการกล่าวบูชาและขออนุญาตด้วยเช่นกัน เพื่อเปิดทางพร้อมนำทางให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่จุดหมายยังโลกหน้า หรือภพภูมิใหม่ที่ดีกว่าเดิม

การล่องเรือลอยอังคารส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ เป็นอีกพิธีกรรมหนึ่งที่สำคัญไปแล้วในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะส่งจิตสุดท้ายของผู้ตายไปสู่สุคติแล้ว ผู้ที่ยังอยู่ยังได้รู้สึกปลดปล่อย ปล่อยวาง เสมือนได้ส่งผู้ล่วงลับไปเกิดใหม่ ไม่มีทุกข์ ไม่มีห่วงในโลกเก่าอีกต่อไป